2006/Dec/05

Rate of Happiness: 7/10

ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร เกิดรู้สึกสนใจธรรมะขึ้นมาซะอย่างนั้น เลยไปขอหนังสือจากพี่สงครามมาอ่าน แถมพอเจอหนังสือธรรมะที่ใครวางเอาไว้ ก็ไปขอของเค้ามาอ่าน (แปลกแฮะ ถามว่าหนังสือใคร ก็ไม่มีใครรู้ แสดงว่าคนที่ได้รับแจกหนังสือมา คงได้มาแล้วทิ้งเอาไว้เฉยๆ แน่ๆ เลย) ล่าสุด 428 หน้าก็อ่านจบไปแล้ว และเท่าที่อ่านมา ไม่มีหนังสือเล่มไหนสะกิดใจได้มากเท่าเล่มนี้เลย หนังสือเล่มนี้ชื่อ กฏแห่งกรรม ชุด 1 ตายแล้วฟื้น ได้เล่มนี้มาเพราะวันนั้นรู้สึกว่าจะไม่มีอะไรทำ เลยถามพี่สงครามว่ามีหนังสือธรรมะอะไรให้อ่านบ้างมั้ย แกเห็นส้มสนใจเรื่องลึกลับมากเป็นพิเศษล่ะมั้ง เลยหยิบหนังสือเกี่ยวกับเวรกรรม ภูติผีทั้งหลายมาให้อ่าน แต่เล่มนี้แกคอมเม้นท์เป็นพิเศษเลยนะว่าน่าเชื่อถือที่สุด เพราะเขียนขึ้นมาจากคนที่มีอยู่จริง มีหลักฐานยืนยันมากมายในเล่ม ส้มฟังจบก็รับมาแบบเฉยๆ ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ อยู่แล้วยัยคนนี้ จากนั้นก็ค่อยๆ นั่งอ่านไป แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน ขนาดแมกกาซีน หรือหนังสืออาหารที่ชอบอ่านนักอ่านหนา ยังพาลให้ง่วงในบางครั้ง แต่ไหงกลับไม่รู้สึกง่วงกับหนังสือธรรมะเลยแม้แต่นิดเดียว แต่หนังสือบางเล่มที่พี่แกให้มาส้มอ่านไม่จบหรอกนะ บางทีมันก็ไร้สาระน่ะ แบบว่าไปสัมภาษณ์ผู้หญิงที่บอกว่าตัวเองเป็นร่างทรงของเทพถึง 3 องค์ แล้วเหตุการณ์พิศดารต่างๆ ที่แกเล่ามา ก็เห็นจะเกิดกับทุกคนในบ้าน ยังกะเป็นเทพกันหมดทั้งบ้านงั้นแหละ อะไรจะขนาดน้านนน..นน...น

ตกลงก็อ่านไปเรื่อยๆ จนถึงเล่มนี้

กฏแห่งกรรม ชุด 1 ตายแล้วฟื้น เป็นหนังสือที่เรียบเรียงขึ้นโดยคุณแสง อรุณกุศล พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 2532 และพิมพ์ซ้ำมาเรื่อยๆ จนวันนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประสบการณ์หลังความตายของคนที่ตายแล้วฟื้นหลายคน แต่เรื่องหลักๆ ที่กินไปค่อนเล่มนั้น เป็นของ พ.อ.(พิเศษ) เสนาะ จินตรัตน์ ท.ม., ต.ช. ตำแหน่งฝ่ายเสนาธิการ กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก สังกัดกระทรวงกลาโหม จบสายวิทยาศาสตร์ จ.ป.ร เท่าที่อ่าน แรกๆ เค้าก็เหมือนคนทั่วไปที่มีสัมผัสที่ 6 มักจะเห็นโน่นเห็นนี่ แต่หลังจากที่เค้าได้เสียชีวิตลงเป็นครั้งแรก เนื่องจากเล่นไพ่หลายวันติดๆ กันโดยไม่พัก ไม่กินข้าวกินปลา จนอยู่ๆ ก็ช๊อคหมดลมหายใจไปเฉยๆ (เฮ้อ...ทหาร) เค้าบอกตอนจะตายน่ะทรมานมาก แต่ด้วยความที่เคยทำความดีมาบ้าง เลยได้รับโอกาสให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง โดยคนที่ให้กลับมานั้นบอกกับเค้าว่า ที่ให้กลับมาคราวนี้ เพราะอยากให้เค้าหมั่นทำความดีให้มากๆ พอฟื้นเค้าเลยทำบุญเป็นการใหญ่ จนมาเสียชีวิตอีกครั้งด้วยโรคไต แต่การตายครั้งนี้เค้าไม่ทรมานเหมือนครั้งแรกแล้ว เค้าบอกว่ารู้สึกเหมือนเวลาเรากินอาหารมากๆ แล้วรู้สึกจุกที่หน้าอกแค่นั้นเอง จากนั้นเค้าก็เล่าให้ฟังว่าเค้าได้ไปเห็นอะไรมาบ้าง จนถึงตอนที่เค้ากำลังจะได้กลับเข้าร่างอีกครั้งแล้วดันเดินไปเจอเพื่อนทหารร่วมรุ่นที่ยังมีชีวิตอยู่ เค้างงว่าเพื่อนพวกนี้ยังไม่ตาย ทำไมถึงขึ้นมาอยู่บนนี้ได้ คนที่พาวิญญาณเค้ามาเลยตอบว่าเพื่อนของคุณยังไม่ตาย แต่กำลังจะตาย แต่โชคยังดีที่พวกเค้าเคยทำดีเอาไว้บ้าง อนาคตเลยจะได้มีโอกาสมาอยู่บนนี้ แต่ความเป็นอยู่ตรงที่พวกเค้าอยู่นี้ไม่ค่อยจะนัก ยิ่งถ้าระหว่างนี้พวกเค้าทำชั่ว ตายไปก็อาจกลายเป็นตกไปอยู่ข้างล่างแทนก็ได้ ฟังจบ เค้าเลยตัดสินใจว่าเมื่อได้กลับเข้าร่างเมื่อไหร่ เค้าจะกลับไปเตือนเพื่อน 11 คนนี้ว่าให้ระมัดระวังตัว (ทุกคนมีตัวตนอยู่จริงนะ) และเร่งทำบุญให้มากๆ โอย...พอเค้าฟื้นคราวนี้เป็นข่าวใหญ่โตทีเดียวล่ะ แต่เค้าไม่สนใจนะ เค้าบอกว่าคนที่พาวิญญาณเค้าขึ้นไปเมื่อกี๊ได้บอกเค้าแล้วว่าจะมารับเค้าอีกครั้งในวันที่เท่าไหร่ เค้าเลยต้องรีบทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ และอย่างแรกก็นั่นแหละ ไปเตือนเพื่อนๆ ทั้ง 11 คน ว่าให้ระมัดระวังตัวและเร่งทำบุญ เนื่องจากจะต้องตายภายในเท่านั้นเท่านี้วัน ตอนแรกบอกไปก็ไม่มีใครเชื่อหรอก หาว่าเค้าเป็นบ้า บางคนโกรธถึงขนาดลงมือกลั่นแกล้งเค้าก็มี (แหงล่ะ ไปทักซะอย่างนั้น) แต่เมื่อคำเตือนเริ่มเป็นจริงขึ้นมาทีละคน จนถึงคนที่ 7 ที่ต้องเสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน (ส่วนมากเป็นอุบัติเหตุ) ทุกคนจึงเริ่มหันมาสนใจคำพูดของเค้ากันอย่างจริงๆ จังๆ จากนั้นเค้าก็เริ่มไปบรรยายเกี่ยวกับสิ่งที่เค้าได้ไปประสบมานี้ โดยสอดแทรกเรื่องการทำความดีเข้าไปด้วย ตามสถาบันต่างๆ จากที่มีคนมาเข้าฟังแค่ 50 คนในรอบแรก ก็กลายเป็นร้อยเป็นพัน นสพ.มากันให้เต็มไปหมด ถึงขนาดเคยได้รับสั่งให้เข้าเฝ้าฯ อีกต่างหาก

แต่...

ในภาวะกึ่งเป็นกึ่งตายแบบนั้น อะไรก็เกิดขึ้นได้นะว่ามั้ย แค่เราตกใจ ใจก็ตกไปอยู่ที่ตาตุ่มแล้ว นับประสาอะไรกับคนกำลังจะตายที่อาจจะเห็นอะไรไปตามจินตนาการของตัวเองล่ะ ผู้ชายคนนี้คิดไปเองรึเปล่า...ส้มก็ยังสงสัยอยู่

แต่...ไม่ว่าเค้าจะคิดขึ้นมาเองรึไม่ เค้าก็กล้าพูดมันออกมาให้คนทั้งประเทศได้ฟังอย่างไม่กลัวคำครหาว่าบ้าหรือวิกลจริต และไม่สนว่าต้องถูกหมอกักตัวไว้ตรวจดูอาการ โกหกงั้นเหรอ ไม่อ่ะ เค้าคงไม่โกหกเรื่องวันตายของตัวเองได้ตรงเผง และโกหกเรื่องการเสียชีวิตของเพื่อนร่วมรุ่นได้แม่นขนาดนั้น อยากดังงั้นเหรอ ส้มว่าถ้าต้องการแค่นั้นคงไม่กล้าทำอะไรที่เสี่ยงแบบนี้ ถึงจะทำแล้วผลออกมาดี ก็ไม่ได้เงินอยู่ดี แถมถ้าทำแล้วผลออกมาไม่ดี ก็ต้องถูกประณาม ถูกกล่าวหา เสียชื่อเสียงไปทั้งวงศ์ตระกูล ถ้าถามว่าเชื่อมั้ย ก็ยังตอบไม่ได้อีกเหมือนกัน แต่ส้มชอบจุดมุ่งหมายของเค้า เค้าไม่ได้ชักจูงให้เชื่อ เค้าไม่ได้เล่าในลักษณะที่งมงาย ไม่ได้บอกให้เราไปทำบุญกับวัดไหน ไม่ได้บอกให้เราถวายเงินเพื่อทำอะไร เค้าแค่บอกในสิ่งที่เค้าเห็น และเป็น แค่คนๆ นึงที่เช้าเดินทางไปบรรยาย ตกเย็นไปฟอกเลือดที่รพ.อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเป็นเวลาหลายปี เพื่อที่จะบอกเรา ในฐานะคนที่ยังมีโอกาสทำความดี ให้หมั่นทำบุญกุศลตราบเท่าที่ยังมีเวลาเท่านั้นเอง

และนี่คือความรู้สึกแรกหลังจากอ่านจบเล่ม รู้สึกดีน่ะ เออนะ มาทำความดีกันเยอะๆ เพราะสวรรค์ยังมีที่อีกมากรอท่านอยู่

แต่พอนั่งไปสักพัก มันจะร้องไห้น่ะ!

ตกใจเลย เฮ้ย เราเป็นอะไร เลยหันไปหยิบหนังสืออีกครั้ง นิ้วมันกรีดไปที่หน้าเวรกรรมโดยอัตโนมัติ

นี่แหละ ใช่ ฉันจะร้องไห้ก็ตรงนี้แหละ

ทุกวันนี้ส้มยังรู้สึก ระลึก และสำนึกในสิ่งที่ตัวเองทำลงไปทุกอย่างนะ เพราะส้มคิดว่า ถึงแม้เราจะกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่การสำนึกในสิ่งที่ทำผิดไปก็ช่วยให้กรรมที่ทำไว้ลดลงได้ทางนึง และที่ผ่านมาก็ทำเท่าที่คนๆ นึงพอจะทำได้...ทำบุญ ตักบาตร แผ่เมตตาให้สัตว์ และพยายามรักษาศีล 5 (แต่เมื่อคืนเพิ่งตีแมลงสาบตายไป 1 ตัว กำจริงๆ) แต่แทบไม่ได้คิดเรื่องตกนรกหรือกรรมตามทันอย่างที่พ.อ.คนนี้บอกไว้เลย พอได้หนังสือเล่มนี้เตือนสติปุ๊บ เลยกลัวจนน้ำตาแทบไหลหอยโข่งที่เรากระโดดเหยียบเล่น ปลาตะเพียนหางไม้ที่ต้องตายเพราะเราล้างหินในตู้ปลาด้วยผงซักฟอกและไหนจะ ปลานีออนที่ต้อวตายเพราะความที่เราเลี้ยงไม่เป็น

อึ้งอยู่พัก เลยหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ มาแผ่นนึง แล้วตัดสินใจเขียนทุกอย่างที่ต้องทำ ทุกอย่างที่ควรทำ และเขียนชื่อคนตายที่ตัวเองเกลียดเข้าไส้ เพื่อต่อไปจะได้ทำบุญไปให้เค้าแบบเดียวกับที่เราทำให้คนตายที่เรารักนับถือ เขียนเสร็จก็เอามานั่งดูว่าเราทำอะไรและไม่ได้ทำอะไรบ้าง...บางอย่างเราทำอยู่แล้วนะ แต่บางอย่างอย่างการนั่งสมาธิเนี่ยเราทำไม่ได้ (เวลาทำแล้วรู้สึกเหมือนมีอะไรลอยมาหา แล้วมันจะอึดอัดมากจนต้องเลิกทำ) แต่ นับจากนี้ไปคงต้องตั้งใจทำแบบจริงๆ จังๆ ไม่ได้หมายความว่าจะตั้งใจนั่งสมาธิแบบจริงๆ จังๆ หรอกนะ แต่หมายความว่าจะตั้งใจทำดีแบบจริงๆ จังๆ

เศร้านะ เราก็มีอยู่เท่านี้ เกิดน่ะรู้ แต่ตายน่ะไม่รู้ เค้าอุตส่าห์ให้ร่างกายที่ครบ 32 มาใช้ เราก็ควรจะใช้มันอย่างดีที่สุด เพราะเค้าแค่ให้เรายืม ไม่ได้ให้เราฟรีๆ ถ้าเราทำอะไรไม่ดี เราก็ต้องใช้คืนเค้าสักวัน

ขอบคุณหนังสือเล่มนี้ ส้มตาสว่างก็วันนี้นี่เอง

PS. ถึงคุณพ่อของลูกส้ม --> ไม่รู้ได้รับการ์ดรึยัง แต่ยังไงก็ขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง ว่างๆ พ่อดุไอ้โบ้บ้างก็ได้นะคะ มันจะได้เป็นหมานิสัยดีเหมือนตัวอื่นเค้าซะที

ฝากถึงคุณพ่อของคนอ่านทุกคน --> ขอให้มีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรง

และสุดท้าย ขอให้ในหลวงจงมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง อยู่คู่คนไทยไปนานๆ นะคะ

สุขสันต์วันพ่อ 2549 ค่ะ (",


2006/Dec/04

Rate of Happiness: 10/10

พี่สงครามมาปลุกแต่เช้า เมื่อวานไอ้เราก็เล่นเกม The Sims2 จนดึกซะด้วยสิ เลยต้องจำใจตื่น เดินเข้าห้องน้ำทั้งที่ยังหลับตา ปัญหาโลกแตกของเราในวันนี้คือ ไม่รู้จะไปที่ไหนกันดี หนังรึก็ไม่มีให้ดู ส่วนส้มก็ยังตกลงกับตัวเอไม่ได้ว่าจะซื้อกางเกง 5 ส่วนกับรองเท้าเดินป่าพร้อมกัน 2 อย่างสำหรับไปเที่ยวกาญจนบุรีปลายเดือนนี้ดี หรือจะเลือกซื้อแค่อย่างเดียวดี พี่สงครามก็บอกให้ซื้อมันทั้ง 2 อย่างนั่นแหละ จะได้ไม่ต้องคิดมาก ชิชะ! ก็ลองมาเจอสถานการณ์กระเป๋าตังค์แห้งต้องเตรียมตังค์ไว้จ่ายค่ารีสอร์ท 4 พันอย่างฉันหน่อยเป็นไง จะได้รู้ว่าการต้องตัดใจซื้อของที่ใช้แค่ปีละครั้งเนี่ย มันยากแค่ไหน

หลังจากช่วยกันคิดเรื่องสถานที่อยู่นานสองนาน (10 โมงเช้ายันบ่าย 3 โมงครึ่ง!) สุดท้ายก็ได้ที่ โน่น...ไปนั่งจิ้มจุ่มเกี๊ยวกุ้งกันที่ MK (โหย คิดตั้งนาน) วันนี้เปรมมากๆ ถึงจะไม่ได้สั่งเป็ดเหมือนทุกครั้ง แต่ก็ได้เมนูใหม่อย่างไอศกรีมทรงเครื่อง ที่ใส่เครื่องมา 4 ส่วนแบบไม่ยั้งกันเลย ชั้นแรกเป็นเครื่องขนมหวานอย่างทับทิมกรอบ ขนุน ลูกจาก เอ้ย ลูกชิด และถั่วแดงต้ม (อี๋) ชั้นต่อมาเป็นข้าวเหนียวที่หนาพอตัว ชั้นที่ 3 เป็นไอศกรีม (เฮ้อ...กว่าจะได้กิน) ตอนแรกนึกว่าหมดแล้ว ที่ไหนได้ เอาช้อนจิ้มลงไป เอ๊ะ อะไรอยู่ตรงก้นแก้วอีกหว่า พอตักขึ้นมา โอ้แม่เจ้า! ข้าวเหนียวก้อนเขื่องๆ (ย้ำ เขื่องๆ) อีก 1 ลูก! พี่สงครามไม่ขยาดกับไอศกรีมแก้วนี้เลย (ทีเมื่อกี๊ล่ะแทบจะยกตะเกียบคีบผักไม่ขึ้น) กินเสร็จแล้วยังนั่งยิ้มแป้นได้อีก แต่ส้มนี่ดิ แทบจะคลานออกจากร้านซะให้ได้ ตอนเดินออกจากร้านเลยอดคิดไม่ได้...เรามา MK เราก็ควรจะอิ่มกับสุกี้มะช่ายเหรอเนี่ย

และด้วยความอิ่มปนอืดที่ได้มา เลยตกลงกันว่าเราจะเดินย่อยก่อนกลับบ้านนะ อ๊ะ อย่างนี้ก็เข้าทาง ดิฉันจะเข้าไปชอปของเข้าห้องซะด้วยสิ ว่าแล้วเลยวิ่งไปหยิบรถเข็นมา...เอ่อ...เข็นมาให้พี่สงครามน่ะ แล้วตัวเองก็เดินเชิดนำหน้าไปโน่น (โธ่) ในบรรดาซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งหมด ส้มชอบ Tops มากที่สุดเลยนะ เกลียดที่สุดคงไม่พ้น Big C เพราะไม่ว่าจะไปสาขาไหน มันก็เหมือนตัวเองกำลังเดินอยู่ที่อื่นที่ไม่ใช่ซูเปอร์มาร์เก็ต บางครั้งก็เอาอะไรมาจัดแสดงยังกะงานวัด บางครั้งก็ชอบเอาของมาวางไว้เต็มทางเดินจนดูรกไปหมดว่าป่ะ Lotus ยังโอเคนะ (ถึงแม้ Lotus Express จะไม่ค่อยเข้าท่า) สรุปคือ ถ้าไม่นับซูเปอร์ฯ ตามห้างอย่าง The Emporium แล้ว ก็มี Carrefour กับ Tops นี่แหละที่ส้มว่าเข้าท่าน่าเดินที่สุด ตกลงเลยเดินมันส์ไปเลย ด้านนึงก็ดี เพราะท้องที่อืดๆ เมื่อกี๊ ตอนนี้ก็ยุบไปแล้ว แต่อีกด้านก็ไม่ดี เพราะไอ้ความที่เดินนานไปหน่อยนี่แหละที่ทำให้ต้องจ่ายแบงค์พันถึงจะขนของที่ชอบออกมาได้ (เกิดมาไม่เคยซื้อรองเท้าฟองน้ำ ไม่รู้มาก่อนเลยว่าคู่นึงมันเกือบร้อยบาทแล้ว!)

จริงๆ วันนี้มันแทบจะไม่มีอะไรเลยนะ บางคนอาจจะว่าแค่ไปกินอะไรกันแล้วเดินเล่นแค่นั้น ไม่น่าเอามาเขียนเป็นเรื่องเป็นราวตั้ง 20 บรรทัดได้ แต่นอกจากดิฉันจะสามารถ (555) แล้ว อีกอย่างนึงนั้นเป็นเพราะความรู้สึกลึกๆ มันบอกว่าประทับใจ และ ไม่อยากให้เวลานั้นเป็นเพียงแค่เรื่องธรรมดา เราไม่ได้หวานถึงขนาดเดินกอดกันกลมเป็นลูกชิ้น (เปรียบเทียบได้ดีจริงๆ) หรือไม่ได้แหววถึงขนาดคีบเอ็มเค แซลมอนป้อนให้กัน เราแค่เดินเหมือนที่เคยเดิน บางทีก็เดินบีบคอกัน

แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น แบบที่อธิบายไม่ได้...

แต่รู้สึกได้อย่างเดียว...

PS. เมื่อวานถ่างตาดูถ่ายทอดสดการเดินสวนสนามฯ เป็นครั้งแรกในชีวิต บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าอะไรทำให้รู้สึกชื่นใจมากกว่ากันระหว่าง...การเห็นในหลวงทรงประทับยืนบนรถ หรือการได้เห็นทหารของพระราชา


2006/Nov/27

CONTACT

หลังจากที่เดินวนอยู่ในร้าน Tsutaya เป็นรอบที่ 10 และไม่ได้หนังติดมือกลับมาดูที่บ้านเลยสักเรื่อง เลยต้องมาลงเอยด้วยการดูหนังที่ตัวเองเก็บสะสมเอาไว้อีกตามเคย (ส้มวางกล่องหนัง DVD ซ้อนกันจนสูงเลยหัวตัวเองไปแล้วน่ะ) และเนื่องจากวันนี้รู้สึกอารมณ์นิ่งๆ ไม่คึก ไม่เฮี้ยวเหมือนวันอื่นๆ เลยเลือกที่จะดูสุดยอดแห่งหนังไซ-ไฟและหนังสะเทือนอารมณ์อย่าง Contact แม้จะผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว และแม้การดูครั้งนี้จะเป็นการดูครั้งที่ 10 แต่ก็รู้สึกอยากดูจนตัวสั่น

Contact เป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์สาว ดร.เอลลี่ แอน แอร์โรเวย์ ผู้มุ่งมั่นค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาในโครงการเซติ (Search for Extraterrestrial Intelligence: SETI) ท่ามกลางสถานการณ์ของโครงการที่กำลังสั่นคลอน เธอก็สามารถตรวจจับสัญญาณที่ส่งมาจากนอกโลกได้สำเร็จ เรื่องก็ประมาณนี้ แต่จริงๆ แล้วมันลึกซึ้งมากกว่านั้น จำได้ว่าตอนเด็กๆ ที่ดูหนังเรื่องนี้ก็รู้สึกนะว่าหนังเจ๋งดี จำลองอวกาศได้สวยจัง แต่ก็แค่นั้น แต่พอโตขึ้นมาเรื่อยๆ และได้ดูมันอีกครั้งและอีกหลายๆ ครั้ง ก็เริ่มสนใจขึ้นมาแล้วทีนี้ อันไหนที่ไม่เข้าใจ ก็ไปหาหนังสือมาอ่านให้เข้าใจ รูหนอนคืออะไร ไอสไตน์ค้นพบอะไร จำนวนเฉพาะคืออะไร (เฮ้ย เรียนมาแล้วนะนั่น) แต่การดูครั้งนี้มันรู้สึกซาบซึ้งกว่าทุกครั้งที่เคยดูมาเลยนะ อาจเป็นเพราะส้ม (พอจะ) เข้าใจประเด็นทางวิทยาศาสตร์ในหนังแล้ว และ 1 ปีให้หลังมานี้ตัวเองมีโอกาสกลับมาทำบุญแบบถี่ๆ อีกครั้งเหมือนสมัยม.ปลาย (ขอบคุณมิสเตอร์สงครามมา ณ ที่นี้ด้วยจ้า) เลยทำให้สนใจและเข้าใจประเด็นทางศาสนาที่หนังสอดแทรกเข้ามาได้มากกว่าแต่ก่อน

มีใครเป็นเหมือนส้มบ้าง

ก่อนหน้านี้ส้มเคยสงสัยว่า ทำไมคนเราต้องนับถือสิ่งอื่นที่พิสูจน์ไม่ได้ จับต้องไม่ได้ด้วย ในเมื่อเราก็มีพระในวัด ในหลวง บุคคลสำคัญ คนเฒ่าคนแก่ และพ่อแม่ที่มีตัวตนจริงๆ ให้นับถืออยู่แล้ว สมัยก่อนที่มนุษย์ยุคหินบูชาดิน น้ำ ลม ไฟ ว่าเป็นเทพเจ้านั่นอาจพอเข้าใจได้ว่าเค้าไม่เข้าใจปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เค้าถึงทำไปแบบนั้น แต่ในยุคของเรา เรามีการศึกษา มีวิทยาการ แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังนับถือสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ พระเจ้ามีจริงรึเปล่าเราก้ยังตอบไม่ได้ แล้วเรื่องนรก-สวรรค์อีกล่ะ ศาสนาคริสต์กล่าวว่าพระเจ้าจะล้างบาปให้ท่าน งั้นถ้าคนเลวๆ สักคนในศาสนาพุทธไม่อยากตกนรกล่ะ เค้าเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์แล้วบาปนั้นจะหายไปมั้ย ก่อนหน้านี้ส้มเลยเชื่อในสิ่งที่ส้มเชื่อเท่านั้น ส้มเชื่อใน Humanism ส้มก็เชื่อใน Humanism ส้มกราบไหว้แต่ในสิ่งที่ส้มรู้สึกว่าอยากไหว้ ถ้าไม่รู้สึกอย่างนั้น ทำยังไงส้มก็ไม่ไหว้ มีอยู่ครั้งนึงที่อาการหนักถึงขนาดที่อึ้งไปพักนึง ตอนที่คนทำบัตรประชาชนถามว่านับถือศาสนาอะไรน่ะ แต่...ด้วยความที่ตัวเองก็ยังคงทำบุญเป็นปกติ ไม่เคยไปทำเลวกับใคร และไม่เคยทำให้ครอบครัวต้องหนักใจและเสียใจ เลยไม่รู้สึกว่าความคิดที่แปลกประหลาดนั้นมันก็ไม่ถูกซะทีเดียว

นางเอกในเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน เธอเป็นคนประเภทมั่นใจในตัวเอง และด้วยความที่คิดอย่างนักวิทยาศาสตร์ และต้องเสียพ่อแม่ตั้งแต่ยังเด็ก เธอจึงเลือกที่จะเชื่อเฉพาะสิ่งที่พิสูจน์ได้เท่านั้น และแน่นอนว่าเธอไม่เชื่อในพระเจ้า (แต่ถึงแม้ว่าเธอจะดื้อดึงแบบนี้มาตั้งแต่เด็กจนโต ส้มว่าเธอก็ยังเป็นคนที่น่านับถือมากคนนึง ตรงที่อย่างน้อย...เธอก็ยังเคารพความคิดของตัวเอง เธอกล้าตอบว่าเธอไม่มีศาสนา เพราะไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ ว่าคำตอบนั้นจะทำให้เธอไม่มีโอกาสเดินทางไปยังดาวเวก้าที่เธอทุ่มเทกับมันมาตลอดชีวิตก็ตาม) ส้มชอบฉากตอนใกล้จะจบที่สุด ฉากที่ทำให้เธอได้ตระหนักว่าสิ่งที่เธอคิดมาตลอดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องที่สุด การพิสูจน์ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง และบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องหาทางพิสูจน์ และอีกฉากที่ชอบ มันเป็นบทสนทนาสั้นๆ ที่ส้มเชื่อว่าทุกคนที่ดูต้องชอบฉากนี้แน่ เป็นตอนที่นางเอกยังคงเถียงกับพระเอกเรื่องพระเจ้า นางเอกเถียงหัวชนฝาว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริง เพราะพิสูจน์ไม่ได้ และจริงๆ แล้วพระเจ้าอาจเป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สมมติขึ้น เพื่อให้ตัวเองไม่รู้สึกว่าโดดเดี่ยว (So what's more likely? That an all-powerful, mysterious God created the Universe, and decided not to give any proof of his existence? Or, that He simply doesn't exist at all, and that we created Him, so that we wouldn't have to feel so small and alone?)

ตอนนั้นคิดในใจ...โอ้โฮ ตรงใจมากๆ ฉันก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน

แต่แล้ว พระเอกก็ถามกลับ

Palmer Joss: Did you love your father?
Ellie Arroway: What?
Palmer Joss: Your dad. Did you love him?
Ellie Arroway: Yes, very much.
Palmer Joss:
Prove it. 

..

..

ส้มอึ้งไปเป็นวันๆ เลยเชื่อมั้ย คือรู้ตัวเองดีน่ะว่า ตัวเองไม่ใช่คนที่ไม่ศรัทธาอะไรเลย ตัวเองน่ะศรัทธา และเชื่อว่าศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี และศาสนาพุทธของเราเป็นศาสนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงที่สุด แต่ส้มแค่ ตั้ง โจทย์บางข้อขึ้นมา เพื่อ รอ ให้ใครสักคนมาบอกส้มว่าไอ้ที่กำลังสงสัยอยู่เนี่ยมันผิด...เท่านั้นเอง ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่เห็นว่าจะมีใครอธิบายได้ตรงใจเลยสักคน บางคนก็อธิบายแบบไม่แน่ใจ บางคนก็อธิบายแบบอวดรู้และตำหนิ บางคนก็อธิบายซะยืดยาวเป็นหางว่าวเลย ไม่น่าเชื่อเลยนะว่ากล่องที่เปิดไม่ได้มาหลายปี จะมาไขออกเพราะหนังเรื่องนี้นี่เอง

ถ้าใครยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าคุณจะชอบหนังแนววิทยาศาสตร์หรือไม่ ก็ขอแนะนำให้ดูหนังเรื่องนี้สักครั้ง ได้ข่าวว่าชมรมนิยายวิทยาศาสตร์ไทยของบ้านเราก็ฉลองครบรอบ 1 ปีด้วยการฉายหนังเรื่องนี้ด้วยล่ะ น่าชื่นใจจัง

ไปดีกว่า กะว่าจะเขียนไม่กี่บรรทัดนะเนี่ย ไหงมันกลายเป็นหลายบรรทัดแบบนี้ไปได้

ว่าแต่...

อาทิตย์นี้มีหนังอะไรเข้าฉายบ้าง ^_^




s u m m e r
View full profile