Rate of Happiness: 7/10
ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร เกิดรู้สึกสนใจธรรมะขึ้นมาซะอย่างนั้น เลยไปขอหนังสือจากพี่สงครามมาอ่าน แถมพอเจอหนังสือธรรมะที่ใครวางเอาไว้ ก็ไปขอของเค้ามาอ่าน (แปลกแฮะ ถามว่าหนังสือใคร ก็ไม่มีใครรู้ แสดงว่าคนที่ได้รับแจกหนังสือมา คงได้มาแล้วทิ้งเอาไว้เฉยๆ แน่ๆ เลย) ล่าสุด 428 หน้าก็อ่านจบไปแล้ว และเท่าที่อ่านมา ไม่มีหนังสือเล่มไหนสะกิดใจได้มากเท่าเล่มนี้เลย หนังสือเล่มนี้ชื่อ กฏแห่งกรรม ชุด 1 ตายแล้วฟื้น ได้เล่มนี้มาเพราะวันนั้นรู้สึกว่าจะไม่มีอะไรทำ เลยถามพี่สงครามว่ามีหนังสือธรรมะอะไรให้อ่านบ้างมั้ย แกเห็นส้มสนใจเรื่องลึกลับมากเป็นพิเศษล่ะมั้ง เลยหยิบหนังสือเกี่ยวกับเวรกรรม ภูติผีทั้งหลายมาให้อ่าน แต่เล่มนี้แกคอมเม้นท์เป็นพิเศษเลยนะว่าน่าเชื่อถือที่สุด เพราะเขียนขึ้นมาจากคนที่มีอยู่จริง มีหลักฐานยืนยันมากมายในเล่ม ส้มฟังจบก็รับมาแบบเฉยๆ ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ อยู่แล้วยัยคนนี้ จากนั้นก็ค่อยๆ นั่งอ่านไป แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน ขนาดแมกกาซีน หรือหนังสืออาหารที่ชอบอ่านนักอ่านหนา ยังพาลให้ง่วงในบางครั้ง แต่ไหงกลับไม่รู้สึกง่วงกับหนังสือธรรมะเลยแม้แต่นิดเดียว แต่หนังสือบางเล่มที่พี่แกให้มาส้มอ่านไม่จบหรอกนะ บางทีมันก็ไร้สาระน่ะ แบบว่าไปสัมภาษณ์ผู้หญิงที่บอกว่าตัวเองเป็นร่างทรงของเทพถึง 3 องค์ แล้วเหตุการณ์พิศดารต่างๆ ที่แกเล่ามา ก็เห็นจะเกิดกับทุกคนในบ้าน ยังกะเป็นเทพกันหมดทั้งบ้านงั้นแหละ อะไรจะขนาดน้านนน..นน...น
ตกลงก็อ่านไปเรื่อยๆ จนถึงเล่มนี้
กฏแห่งกรรม ชุด 1 ตายแล้วฟื้น เป็นหนังสือที่เรียบเรียงขึ้นโดยคุณแสง อรุณกุศล พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 2532 และพิมพ์ซ้ำมาเรื่อยๆ จนวันนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประสบการณ์หลังความตายของคนที่ตายแล้วฟื้นหลายคน แต่เรื่องหลักๆ ที่กินไปค่อนเล่มนั้น เป็นของ พ.อ.(พิเศษ) เสนาะ จินตรัตน์ ท.ม., ต.ช. ตำแหน่งฝ่ายเสนาธิการ กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก สังกัดกระทรวงกลาโหม จบสายวิทยาศาสตร์ จ.ป.ร เท่าที่อ่าน แรกๆ เค้าก็เหมือนคนทั่วไปที่มีสัมผัสที่ 6 มักจะเห็นโน่นเห็นนี่ แต่หลังจากที่เค้าได้เสียชีวิตลงเป็นครั้งแรก เนื่องจากเล่นไพ่หลายวันติดๆ กันโดยไม่พัก ไม่กินข้าวกินปลา จนอยู่ๆ ก็ช๊อคหมดลมหายใจไปเฉยๆ (เฮ้อ...ทหาร) เค้าบอกตอนจะตายน่ะทรมานมาก แต่ด้วยความที่เคยทำความดีมาบ้าง เลยได้รับโอกาสให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง โดยคนที่ให้กลับมานั้นบอกกับเค้าว่า ที่ให้กลับมาคราวนี้ เพราะอยากให้เค้าหมั่นทำความดีให้มากๆ พอฟื้นเค้าเลยทำบุญเป็นการใหญ่ จนมาเสียชีวิตอีกครั้งด้วยโรคไต แต่การตายครั้งนี้เค้าไม่ทรมานเหมือนครั้งแรกแล้ว เค้าบอกว่ารู้สึกเหมือนเวลาเรากินอาหารมากๆ แล้วรู้สึกจุกที่หน้าอกแค่นั้นเอง จากนั้นเค้าก็เล่าให้ฟังว่าเค้าได้ไปเห็นอะไรมาบ้าง จนถึงตอนที่เค้ากำลังจะได้กลับเข้าร่างอีกครั้งแล้วดันเดินไปเจอเพื่อนทหารร่วมรุ่นที่ยังมีชีวิตอยู่ เค้างงว่าเพื่อนพวกนี้ยังไม่ตาย ทำไมถึงขึ้นมาอยู่บนนี้ได้ คนที่พาวิญญาณเค้ามาเลยตอบว่าเพื่อนของคุณยังไม่ตาย แต่กำลังจะตาย แต่โชคยังดีที่พวกเค้าเคยทำดีเอาไว้บ้าง อนาคตเลยจะได้มีโอกาสมาอยู่บนนี้ แต่ความเป็นอยู่ตรงที่พวกเค้าอยู่นี้ไม่ค่อยจะนัก ยิ่งถ้าระหว่างนี้พวกเค้าทำชั่ว ตายไปก็อาจกลายเป็นตกไปอยู่ข้างล่างแทนก็ได้ ฟังจบ เค้าเลยตัดสินใจว่าเมื่อได้กลับเข้าร่างเมื่อไหร่ เค้าจะกลับไปเตือนเพื่อน 11 คนนี้ว่าให้ระมัดระวังตัว (ทุกคนมีตัวตนอยู่จริงนะ) และเร่งทำบุญให้มากๆ โอย...พอเค้าฟื้นคราวนี้เป็นข่าวใหญ่โตทีเดียวล่ะ แต่เค้าไม่สนใจนะ เค้าบอกว่าคนที่พาวิญญาณเค้าขึ้นไปเมื่อกี๊ได้บอกเค้าแล้วว่าจะมารับเค้าอีกครั้งในวันที่เท่าไหร่ เค้าเลยต้องรีบทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ และอย่างแรกก็นั่นแหละ ไปเตือนเพื่อนๆ ทั้ง 11 คน ว่าให้ระมัดระวังตัวและเร่งทำบุญ เนื่องจากจะต้องตายภายในเท่านั้นเท่านี้วัน ตอนแรกบอกไปก็ไม่มีใครเชื่อหรอก หาว่าเค้าเป็นบ้า บางคนโกรธถึงขนาดลงมือกลั่นแกล้งเค้าก็มี (แหงล่ะ ไปทักซะอย่างนั้น) แต่เมื่อคำเตือนเริ่มเป็นจริงขึ้นมาทีละคน จนถึงคนที่ 7 ที่ต้องเสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน (ส่วนมากเป็นอุบัติเหตุ) ทุกคนจึงเริ่มหันมาสนใจคำพูดของเค้ากันอย่างจริงๆ จังๆ จากนั้นเค้าก็เริ่มไปบรรยายเกี่ยวกับสิ่งที่เค้าได้ไปประสบมานี้ โดยสอดแทรกเรื่องการทำความดีเข้าไปด้วย ตามสถาบันต่างๆ จากที่มีคนมาเข้าฟังแค่ 50 คนในรอบแรก ก็กลายเป็นร้อยเป็นพัน นสพ.มากันให้เต็มไปหมด ถึงขนาดเคยได้รับสั่งให้เข้าเฝ้าฯ อีกต่างหาก
แต่...
ในภาวะกึ่งเป็นกึ่งตายแบบนั้น อะไรก็เกิดขึ้นได้นะว่ามั้ย แค่เราตกใจ ใจก็ตกไปอยู่ที่ตาตุ่มแล้ว นับประสาอะไรกับคนกำลังจะตายที่อาจจะเห็นอะไรไปตามจินตนาการของตัวเองล่ะ ผู้ชายคนนี้คิดไปเองรึเปล่า...ส้มก็ยังสงสัยอยู่
แต่...ไม่ว่าเค้าจะคิดขึ้นมาเองรึไม่ เค้าก็กล้าพูดมันออกมาให้คนทั้งประเทศได้ฟังอย่างไม่กลัวคำครหาว่าบ้าหรือวิกลจริต และไม่สนว่าต้องถูกหมอกักตัวไว้ตรวจดูอาการ โกหกงั้นเหรอ ไม่อ่ะ เค้าคงไม่โกหกเรื่องวันตายของตัวเองได้ตรงเผง และโกหกเรื่องการเสียชีวิตของเพื่อนร่วมรุ่นได้แม่นขนาดนั้น อยากดังงั้นเหรอ ส้มว่าถ้าต้องการแค่นั้นคงไม่กล้าทำอะไรที่เสี่ยงแบบนี้ ถึงจะทำแล้วผลออกมาดี ก็ไม่ได้เงินอยู่ดี แถมถ้าทำแล้วผลออกมาไม่ดี ก็ต้องถูกประณาม ถูกกล่าวหา เสียชื่อเสียงไปทั้งวงศ์ตระกูล ถ้าถามว่าเชื่อมั้ย ก็ยังตอบไม่ได้อีกเหมือนกัน แต่ส้มชอบจุดมุ่งหมายของเค้า เค้าไม่ได้ชักจูงให้เชื่อ เค้าไม่ได้เล่าในลักษณะที่งมงาย ไม่ได้บอกให้เราไปทำบุญกับวัดไหน ไม่ได้บอกให้เราถวายเงินเพื่อทำอะไร เค้าแค่บอกในสิ่งที่เค้าเห็น และเป็น แค่คนๆ นึงที่เช้าเดินทางไปบรรยาย ตกเย็นไปฟอกเลือดที่รพ.อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเป็นเวลาหลายปี เพื่อที่จะบอกเรา ในฐานะคนที่ยังมีโอกาสทำความดี ให้หมั่นทำบุญกุศลตราบเท่าที่ยังมีเวลาเท่านั้นเอง
และนี่คือความรู้สึกแรกหลังจากอ่านจบเล่ม รู้สึกดีน่ะ เออนะ มาทำความดีกันเยอะๆ เพราะสวรรค์ยังมีที่อีกมากรอท่านอยู่
แต่พอนั่งไปสักพัก มันจะร้องไห้น่ะ!
ตกใจเลย เฮ้ย เราเป็นอะไร เลยหันไปหยิบหนังสืออีกครั้ง นิ้วมันกรีดไปที่หน้าเวรกรรมโดยอัตโนมัติ
นี่แหละ ใช่ ฉันจะร้องไห้ก็ตรงนี้แหละ
ทุกวันนี้ส้มยังรู้สึก ระลึก และสำนึกในสิ่งที่ตัวเองทำลงไปทุกอย่างนะ เพราะส้มคิดว่า ถึงแม้เราจะกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่การสำนึกในสิ่งที่ทำผิดไปก็ช่วยให้กรรมที่ทำไว้ลดลงได้ทางนึง และที่ผ่านมาก็ทำเท่าที่คนๆ นึงพอจะทำได้...ทำบุญ ตักบาตร แผ่เมตตาให้สัตว์ และพยายามรักษาศีล 5 (แต่เมื่อคืนเพิ่งตีแมลงสาบตายไป 1 ตัว กำจริงๆ) แต่แทบไม่ได้คิดเรื่องตกนรกหรือกรรมตามทันอย่างที่พ.อ.คนนี้บอกไว้เลย พอได้หนังสือเล่มนี้เตือนสติปุ๊บ เลยกลัวจนน้ำตาแทบไหลหอยโข่งที่เรากระโดดเหยียบเล่น ปลาตะเพียนหางไม้ที่ต้องตายเพราะเราล้างหินในตู้ปลาด้วยผงซักฟอกและไหนจะ ปลานีออนที่ต้อวตายเพราะความที่เราเลี้ยงไม่เป็น อึ้งอยู่พัก เลยหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ มาแผ่นนึง แล้วตัดสินใจเขียนทุกอย่างที่ต้องทำ ทุกอย่างที่ควรทำ และเขียนชื่อคนตายที่ตัวเองเกลียดเข้าไส้ เพื่อต่อไปจะได้ทำบุญไปให้เค้าแบบเดียวกับที่เราทำให้คนตายที่เรารักนับถือ เขียนเสร็จก็เอามานั่งดูว่าเราทำอะไรและไม่ได้ทำอะไรบ้าง...บางอย่างเราทำอยู่แล้วนะ แต่บางอย่างอย่างการนั่งสมาธิเนี่ยเราทำไม่ได้ (เวลาทำแล้วรู้สึกเหมือนมีอะไรลอยมาหา แล้วมันจะอึดอัดมากจนต้องเลิกทำ) แต่ นับจากนี้ไปคงต้องตั้งใจทำแบบจริงๆ จังๆ ไม่ได้หมายความว่าจะตั้งใจนั่งสมาธิแบบจริงๆ จังๆ หรอกนะ แต่หมายความว่าจะตั้งใจทำดีแบบจริงๆ จังๆ เศร้านะ เราก็มีอยู่เท่านี้ เกิดน่ะรู้ แต่ตายน่ะไม่รู้ เค้าอุตส่าห์ให้ร่างกายที่ครบ 32 มาใช้ เราก็ควรจะใช้มันอย่างดีที่สุด เพราะเค้าแค่ให้เรายืม ไม่ได้ให้เราฟรีๆ ถ้าเราทำอะไรไม่ดี เราก็ต้องใช้คืนเค้าสักวัน
ขอบคุณหนังสือเล่มนี้ ส้มตาสว่างก็วันนี้นี่เอง
PS. ถึงคุณพ่อของลูกส้ม --> ไม่รู้ได้รับการ์ดรึยัง แต่ยังไงก็ขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง ว่างๆ พ่อดุไอ้โบ้บ้างก็ได้นะคะ มันจะได้เป็นหมานิสัยดีเหมือนตัวอื่นเค้าซะที
ฝากถึงคุณพ่อของคนอ่านทุกคน --> ขอให้มีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรง
และสุดท้าย ขอให้ในหลวงจงมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง อยู่คู่คนไทยไปนานๆ นะคะ
สุขสันต์วันพ่อ 2549 ค่ะ (",
